"เพชร ทำไมถึงชอบถ่ายรูป" ปาน เพื่อนผมถามขึ้น "รูปถ่ายไป ก็สวยสู้โพสต์การ์ดไม่ได้อยู่ดี ..."
ตั้งแต่เด็กแต่เล็ก ผมชอบใช้กล้องของแม่ถ่ายรูป แต่รูปถ่ายของผมส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ทั้งหมด) กลับไม่มีรูปตัวผมเอง ทุกครั้งที่ผมเห็น คนมากมายเบียดเสียดกันหน้ากล้องเพื่อให้กล่องสี่เหลี่ยมดำได้บันทึกประวัติศาสตร์ว่าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ผมก็จะนึกถึงคำจากแม่ของผม
"เพชร จะมัวแต่ถ่ายรูปวิวไปทำไม มาให้คนอื่นถ่ายรูปเราดีกว่า" แม่ผมชอบพูดอยู่เสมอ นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เคยได้เป็นเจ้าของกล้องของตัวเองจนผมอยู่ ม.6
เมื่อผมได้กล้องตัวแรกของชึวิตผม ก็ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ว่าอะไรดึงดูดช่างภาพมากมายให้ผจญไปยังแดนห่างไกลเพื่อให้ได้รูปที่น่าประทับใจมา ในเมื่อแท้จริงแล้ว เค้าเพียงรอให้คนอื่นไปถ่ายรูปมา แล้วเรานอนรอ google อยู่บ้านก็ได้
มันคือความรู้สึกว่า เราอยู่หลังเลนส์ขณะที่เหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นจริงๆ ภาพที่ได้ออกมา คือภาพที่ตาเราเห็นจริงๆ ตรงข้ามกับเวลาให้คนอื่นถ่ายภาพของเรา แล้วเราก็ได้ภาพในมุมมองของคนอื่น (ถ้าโลกเราไม่มีกระจก และกล้องถ่ายรูป เราก็ไม่มีทางจะเห็นหน้าตาตัวเองได้)
รูปภาพที่ผมถ่ายออกมา แบ่งคร่าวๆได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ
1. เหตุการณ์/สถานที่ห่วย แต่ภาพออกมาอย่างเจ๋ง นี่เป็นความฝันของนักถ่ายรูปส่วนใหญ่ ที่พยายามจะเปลี่ยนสิ่งของธรรมดา น่าเบื่อให้กลายเป็นภาพมหัศจรรย์ให้ได้ คนที่มีเพื่อนเป็นนักถ่ายภาพ ก็คงจะพอเห็นเพื่อนของคุณนอนตะแคงแนบพื้นดินเพื่อถ่ายรูปดอกหญ้าที่คุณเดินเหยียบทุกวันกันมาบ้าง ภาพประเภทนี้ ดีต่อตาผู้ชม เป็นศิลปะ แต่กลับไร้ซึ่งความหมายต่อผู้ถ่าย ผมเชื่อว่าภาพโพสต์การ์ดส่วนใหญ่ที่ขายตามท้องตลาดมาจากกลุ่มนี้
2. เหตุการณ์/สถานที่ห่วย และ ภาพก็ห่วย แน่นอนว่านักถ่ายรูปทุกคนย่อมได้ภาพประเภทนี้กันมาบ่อยๆ ด้วยความทเยอทยานอยากเปลี่ยนสิ่งของน่าเบื่อเหล่านั้นให้กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำเช่นนั้นได้เรื่อยไป
3. เหตุการณ์/สถานที่เจ๋ง แต่ภาพออกมาแย่ ผมโชคดี ได้ไปไปในที่สวยงาม หรือเหตุการณ์น่าประทับใจบ่อยครั้ง แต่หลายครั้งผมกลับไม่สามารถเก็บความงาม และอารมณ์ทุกอย่างไว้บนแผ่น sd card ได้ ภาพที่ออกมาจึงแย่ต่อผู้ชม เพราะเค้าไม่อาจรู้ถึงเรื่องราวท่ีอยู่หลังรูปถ่ายได้ แต่รูปเหล่านี้กลับมีความหมายมากมายต่อผู้ถ่าย
4. เหตุการณ์ดี ภาพดี ผมยอมรับว่า ภาพกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทำได้ยากสุด หากดูอย่างผิวเผิน รูปถ่ายในกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีคุณค่าทั้งต่อผู้ชม และผู้ถ่าย แต่หากคิดลงไปแล้วก็จะพบว่า ผู้ชมสามารถรับรู้ได้แต่สีสันของสิ่งที่อยู่ในรูปถ่ายเท่านั้น แต่ผู้ถ่ายสามารถมองทะลุลงไป ถึงอารมณ์ ความทรงจำที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆได้
เมื่อแบ่งรูปถ่ายเป็น 4 ประเภทแล้ว ก็จะพบการขัดกันของผลประโยชน์ของผู้ชม และผู้ถ่ายอย่างชัดเจน ผู้ชมต้องการเพียงภาพถ่ายกลุ่ม 1 และ 4 เท่านั้น ภาพทั้งสองกลุ่มจึงถูกผลิตเป็นโพสต์การ์ดต่างๆ ซึ่งผู้ชมเองก็ไม่สามารถแยกได้ว่าภาพที่ตนกำลังชื่นชมเป็นภาพกลุ่มที่ 1 หรือ 4 กันแน่ เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ผู้ชมต้องการ เป็นเพียงภาพที่สวยงาม ไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจ
ผมมีภาพมากมายที่สามารถแบ่งแยกได้อยู่ในทั้งสี่กลุ่ม แรกๆผมก็หลงใหลในภาพกลุ่มที่ 1 และ 4 - ภาพที่สวยงามเอาไว้ไปอวดคนอื่นได้ แต่ภาพกลุ่มที่ 1 กลับไม่สามารถผ่านข้อพิสูจน์แห่งกาลเวลาได้ เพราะเมื่อหลายปีผ่านไป และผมกลับมาดู ภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นแค่ภาพโพสต์การ์ดที่ไร้คุณค่าภายใน
ภาพกลุ่ม 3 และ 4 เท่านั้น ที่เมื่อผมกลับมาดู มันสามารถกระตุ้นต่อมความรู้สึก ต่อมความทรงจำ ให้หวนเวลากลับไป ในวินาทีที่ผมกดชัตเตอร์ได้
และนี่ คือความแตกต่างระหว่าง คนถ่ายรูป และคนรอดูรูป ...
จิต 101/3 ว่าด้วยประเภทของประสบการณ์ (ตอนจบ)
2 months ago


2 comments:
^^,,,
เห็นด้วย
ภาพที่ถ่ายจากมุมมองของตัวเรา มักจะมีคุณค่าเสมอ อย่างน้อยก็ต่อตัวเราเองและคนที่มองเห็นเรา^^
เราเลยเสียดายทุกครั้งที่เวลาไปไหน เจออะไรดีๆ แล้วดันลืมเอากล้องไป TT
*****
สร้างสรรค์ผลงานดีๆต่อไปนะ สู้ๆ
Post a Comment