29 August 2008

แตกต่าง ไม่แตกแยก

"อยู่เมกามา ได้อะไรกลับมาบ้าง" นี่เป็นคำถามยอดฮิต ที่ผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง รุ่นพี่ รุ่นน้อง ถามผมเป็นประจำทุกครั้งที่ผมกลับเมืองไทย
ผมควรจะตอบว่าอะไรดี คำถามนี้ได้ทำให้ผมกลับมานั่งคิด ไตร่ตรองชีวิต 2 ปีครึ่งของผมที่เมกา จะตอบว่าวิชาการ ผมว่า เมืองไทยวิชาการก็ไม่ได้อ่อนไปกว่ากัน จะตอบว่ากิจกรรม ที่เตรียมฯก็มีกิจกรรมให้ผมเลือกทำเยอะแยะ

******************** ********************
2 ปีที่แล้ว ...
"ไหนลองตีความ เรื่องที่เพิ่งอ่านไปสิ" มิสวิดาว ครูภาษาอังกฤษถามขึ้นกลางห้องเรียน
ผมรู้สึกเหนื่อยใจกับคำถามนี้มาก เพราะทุกครั้งที่มันถูกถามขึ้น เสมือนกับว่าผมต้องค้นหาปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเรื่องที่ผมเพิ่งอ่านไป และทุกครั้งที่มันถูกถามขึ้น เพื่อนๆผมก็จะขุดเรื่องเล็กน้อยๆต่างๆที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง นำมาตีความซะใหญ่โต
ผมคิดยังไม่ทันจบ โจโคโมะ เพื่อนชาวอิตาเลียนก็ยกมือขึ้น "ในเรื่องพูดว่าถ้วย cereal (ซีเรียล) มี cereal สีอ่อน เข้ม น้ำตาลปนกันอยู่ สื่อถึงอเมริกาที่เต็มไปด้วยคนเชื้อชาติต่างๆ" โจโคโมะพูดขึ้น
หลังจากโจโคโมะพูดจบ คนอื่นๆก็ยกประเด็นอื่นๆขึ้นมาตีความต่อ คลาสภาษาอังกฤษของผมเป็นไปในรูปแบบนี้ตลอดทั้งเทอม เริ่มจากมิสวิดาวถามคำถาม และนักเรียนตอบ มิสวิดาวแทบจะไม่ได้สอนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

ผมถอนหายใจ ... แล้วถ้าเกิดเด็กนักเรียนไม่พูดถึงสิ่งที่สำคัญๆของเรื่องหล่ะ ผมก็ไม่ได้เรียนสิ ผมคิดในใจ

********************
1 ปีที่แล้ว
"อ้า ทุกคนเลือกภาพถ่ายไป 1 ภาพ แล้วเขียน paper 4-6 หน้า อะไรก็ได้เกี่ยวกับรูปนั้นๆ" แอนเดรีย ครูสอนวิชา writing เกี่ยวกับ photography สั่งงานคลาส
"4-6 หน้าอาจฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเขียนตามความรู้สึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ครบจำนวนหน้าเอง" เธออธิบายเพิ่ม หลังจากเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของนักเรียนในคลาส

ผมถอนหายใจ ... ให้แต่เขียน paper จะให้ผมเรียนจากความคิดของตัวเองว่างั้นเถอะ ผมคิดในใจ

********************
6 เดือนที่แล้ว
"ถ้าคนคนหนึ่ง ขอให้คนอีกคนหนึ่งฆ่าและตัดเนื้อไปกิน ฆาตรกรถือว่าผิดหรือเปล่า" เคโต้ เพื่อนผมถามขึ้น ตอนตีสองของคืนหนึ่ง มันเป็นคำถามจากคลาส Justice
หลังจากถกเถียงกันราวชั่วโมงหนึ่ง ผมก็ถามเขาว่า แล้วในคลาส อจ เค้าเห็นว่าอย่างไร
"คลาสเค้าแค่พูดถึงคำตอบจากมุมมองของคนกลุ่มต่างๆ และนักปรัชญาต่างๆ" เคโต้อธิบาย
"แล้ว อจ เค้าสนับสนุนฝ่ายไหนเป็นพิเศษหล่ะ" ผมถามต่อไป
"เค้าแค่อธิบายทุกมุมมองให้ฟัง แล้วให้เด็กเป็นคนเลือกเองว่าจะอยู่ฝ่ายไหน"

ผมถอนหายใจ ... แล้วอย่างนี้ก็เถึยงกันไม่จบไม่สิ้นสิ ผมคิดในใจ

******************** ********************
แล้ววันหนึ่งคำถามทั้งหมดที่ค้างคาในใจผมมานาน ก็ได้จบสิ้นลง

"เพชร คิดงัยกับละครเวทีที่เพิ่งจบไป" เควิน เพื่อนผมถามขึ้น หลังจากดูละครเวที
"อืม... เราดูไม่รู้เรื่องหวะ ไม่รู้ว่าเค้าพยายามจะสื่ออะไร ดูมันสามารถตีความได้หลายแบบเหลือเกิน ไม่รู้สรุปแล้วมันต้องการจะสื่อว่าอะไรกันแน่" ผมตอบไป ด้วยความซื่อตรง
"เฮ้อ... ก็ต้องคิดเอาเองสิ เรื่องพวกนี้มันอยู่ที่คนดู ว่าจะตีความว่างัย แต่ละคนย่อมมีความคิดไม่เหมือนกัน" เควินถอนหายใจ ก่อนจะตอบผม

หลังจากถูกหลอกด่า ผมก็ค้นพบความตอบ ให้กับคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจผมมานาน

ผมเคยคิดว่า ความรู้เป็น absolute ที่มีผิดถูกแน่ชัด มีขอบเขตแน่นอน พูดง่ายๆ ผมเคยคิดว่าหนังที่ดี ควรทำให้คนดูทุกคนคิดตรงกันตอนจบ

แต่ความรู้แท้จริงแล้วมันแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็น fact (ความจริงจากการสังเกต) และ opinion (ความคิดเห็น) แน่นอนว่าส่วน fact ย่อมเป็นส่วนที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่ส่วนต่อมา คนแต่ละคนมีประสบการณ์ต่างๆกันย่อมเห็นต่างกัน การศึกษาที่อเมริกา เค้าเน้น interpretation (การตีความ - แปลงความจริงที่เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนัง รูปถ่าย หรือละครเวทีให้กลายเป็นความคิดเห็น) และ discussion (การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นผลลัพธ์จาก interpretation) แต่เรื่องที่แปลกก็คือ ที่นี่ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันไม่เคยนำไปสู่การทะเลาะกัน เพราะทุกคนรู้และเข้าใจว่า fact เหมือนกันได้ แต่ opinion เหมือนกันยาก (ถ้าเหมือนแปลว่าแอบลอก) ทุกคนจึงเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

ที่นี่ ความแตกต่าง คือ สิ่งสวยงาม

ถ้าอยากได้คำตอบสั้นๆง่ายๆ ผมก็คงต้องตอบว่า
"มาเมกา ทำให้ทุกครั้งที่ผมเห็น cereal ในหนัง ในละคร ผมต้องกลับไปนอนคิดตีความ ค้นหาความหมายที่อยู่เบื้องหลัง cereal อยู่ทั้งคืน"

(A street performer entertaining a line of tourists in NYC - 2007)

26 August 2008

Kalama Sutta

This morning, the PAD (People's Alliance for Democracy), a well-known anti-government group, took over a public Bangkok-based TV station, known to be pro-government, which is known to be pro-Thaksin. As many people might have already known, Thailand's political scene has been a deadlock for a few years already. Since I am determined to not talk politics on my blog, I will instead present one of my most favorite Buddha's teachings.

More than 2,500 years ago, Buddha passed by a small village in India. As India at that time was flooded with many different sets of teachings, the villagers were skeptical about Buddha's teaching. The people (called the Kalamas) asked Buddha, why should they believe in him and not the others? Ironically, Buddha told them not to trust him. His speech at the Kalamas' village was later known as 'Kalama Sutta.'
Kalama Sutta
  • Do not go upon what has been acquired by repeated hearing ;
  • nor upon tradition
  • nor upon rumor ;
  • nor upon what is in a scripture ;
  • nor upon surmise;
  • nor upon an axiom;
  • nor upon specious reasoning;
  • nor upon a bias towards a notion that has been pondered over;
  • nor upon another's seeming ability;
  • nor upon the consideration, "The monk is our teacher."
  • Kalamas, when you yourselves know: "These things are good; these things are not blamable; these things are praised by the wise; undertaken and observed, these things lead to benefit and happiness," enter on and abide in them.'
กาลามสูตร
  1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
  2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
  3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
  4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
  5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
  6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
  7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
  8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
  9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
  10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่
(wikipedia)

(Conflict of Interest - Dad waiting for the parade, kid crying for a hotdog
Rose Parade, Pasadena, California 2008)

24 August 2008

The Privilege of the Photographer

"เพชร ทำไมถึงชอบถ่ายรูป" ปาน เพื่อนผมถามขึ้น "รูปถ่ายไป ก็สวยสู้โพสต์การ์ดไม่ได้อยู่ดี ..."

ตั้งแต่เด็กแต่เล็ก ผมชอบใช้กล้องของแม่ถ่ายรูป แต่รูปถ่ายของผมส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ทั้งหมด) กลับไม่มีรูปตัวผมเอง ทุกครั้งที่ผมเห็น คนมากมายเบียดเสียดกันหน้ากล้องเพื่อให้กล่องสี่เหลี่ยมดำได้บันทึกประวัติศาสตร์ว่าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ผมก็จะนึกถึงคำจากแม่ของผม

"เพชร จะมัวแต่ถ่ายรูปวิวไปทำไม มาให้คนอื่นถ่ายรูปเราดีกว่า" แม่ผมชอบพูดอยู่เสมอ นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เคยได้เป็นเจ้าของกล้องของตัวเองจนผมอยู่ ม.6

เมื่อผมได้กล้องตัวแรกของชึวิตผม ก็ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ว่าอะไรดึงดูดช่างภาพมากมายให้ผจญไปยังแดนห่างไกลเพื่อให้ได้รูปที่น่าประทับใจมา ในเมื่อแท้จริงแล้ว เค้าเพียงรอให้คนอื่นไปถ่ายรูปมา แล้วเรานอนรอ google อยู่บ้านก็ได้

มันคือความรู้สึกว่า เราอยู่หลังเลนส์ขณะที่เหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นจริงๆ ภาพที่ได้ออกมา คือภาพที่ตาเราเห็นจริงๆ ตรงข้ามกับเวลาให้คนอื่นถ่ายภาพของเรา แล้วเราก็ได้ภาพในมุมมองของคนอื่น (ถ้าโลกเราไม่มีกระจก และกล้องถ่ายรูป เราก็ไม่มีทางจะเห็นหน้าตาตัวเองได้)

รูปภาพที่ผมถ่ายออกมา แบ่งคร่าวๆได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ
1. เหตุการณ์/สถานที่ห่วย แต่ภาพออกมาอย่างเจ๋ง นี่เป็นความฝันของนักถ่ายรูปส่วนใหญ่ ที่พยายามจะเปลี่ยนสิ่งของธรรมดา น่าเบื่อให้กลายเป็นภาพมหัศจรรย์ให้ได้ คนที่มีเพื่อนเป็นนักถ่ายภาพ ก็คงจะพอเห็นเพื่อนของคุณนอนตะแคงแนบพื้นดินเพื่อถ่ายรูปดอกหญ้าที่คุณเดินเหยียบทุกวันกันมาบ้าง ภาพประเภทนี้ ดีต่อตาผู้ชม เป็นศิลปะ แต่กลับไร้ซึ่งความหมายต่อผู้ถ่าย ผมเชื่อว่าภาพโพสต์การ์ดส่วนใหญ่ที่ขายตามท้องตลาดมาจากกลุ่มนี้
2.หตุการณ์/สถานที่ห่วย และ ภาพก็ห่วย แน่นอนว่านักถ่ายรูปทุกคนย่อมได้ภาพประเภทนี้กันมาบ่อยๆ ด้วยความทเยอทยานอยากเปลี่ยนสิ่งของน่าเบื่อเหล่านั้นให้กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำเช่นนั้นได้เรื่อยไป
3. เหตุการณ์/สถานที่เจ๋ง แต่ภาพออกมาแย่ ผมโชคดี ได้ไปไปในที่สวยงาม หรือเหตุการณ์น่าประทับใจบ่อยครั้ง แต่หลายครั้งผมกลับไม่สามารถเก็บความงาม และอารมณ์ทุกอย่างไว้บนแผ่น sd card ได้ ภาพที่ออกมาจึงแย่ต่อผู้ชม เพราะเค้าไม่อาจรู้ถึงเรื่องราวท่ีอยู่หลังรูปถ่ายได้ แต่รูปเหล่านี้กลับมีความหมายมากมายต่อผู้ถ่าย
4. เหตุการณ์ดี ภาพดี ผมยอมรับว่า ภาพกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทำได้ยากสุด หากดูอย่างผิวเผิน รูปถ่ายในกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีคุณค่าทั้งต่อผู้ชม และผู้ถ่าย แต่หากคิดลงไปแล้วก็จะพบว่า ผู้ชมสามารถรับรู้ได้แต่สีสันของสิ่งที่อยู่ในรูปถ่ายเท่านั้น แต่ผู้ถ่ายสามารถมองทะลุลงไป ถึงอารมณ์ ความทรงจำที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆได้

เมื่อแบ่งรูปถ่ายเป็น 4 ประเภทแล้ว ก็จะพบการขัดกันของผลประโยชน์ของผู้ชม และผู้ถ่ายอย่างชัดเจน ผู้ชมต้องการเพียงภาพถ่ายกลุ่ม 1 และ 4 เท่านั้น ภาพทั้งสองกลุ่มจึงถูกผลิตเป็นโพสต์การ์ดต่างๆ ซึ่งผู้ชมเองก็ไม่สามารถแยกได้ว่าภาพที่ตนกำลังชื่นชมเป็นภาพกลุ่มที่ 1 หรือ 4 กันแน่ เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ผู้ชมต้องการ เป็นเพียงภาพที่สวยงาม ไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจ

ผมมีภาพมากมายที่สามารถแบ่งแยกได้อยู่ในทั้งสี่กลุ่ม แรกๆผมก็หลงใหลในภาพกลุ่มที่ 1 และ 4 - ภาพที่สวยงามเอาไว้ไปอวดคนอื่นได้ แต่ภาพกลุ่มที่ 1 กลับไม่สามารถผ่านข้อพิสูจน์แห่งกาลเวลาได้ เพราะเมื่อหลายปีผ่านไป และผมกลับมาดู ภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นแค่ภาพโพสต์การ์ดที่ไร้คุณค่าภายใน

ภาพกลุ่ม 3 และ 4 เท่านั้น ที่เมื่อผมกลับมาดู มันสามารถกระตุ้นต่อมความรู้สึก ต่อมความทรงจำ ให้หวนเวลากลับไป ในวินาทีที่ผมกดชัตเตอร์ได้

และนี่ คือความแตกต่างระหว่าง คนถ่ายรูป และคนรอดูรูป ...


(Cliff House, San Francisco - 2008)