ผมควรจะตอบว่าอะไรดี คำถามนี้ได้ทำให้ผมกลับมานั่งคิด ไตร่ตรองชีวิต 2 ปีครึ่งของผมที่เมกา จะตอบว่าวิชาการ ผมว่า เมืองไทยวิชาการก็ไม่ได้อ่อนไปกว่ากัน จะตอบว่ากิจกรรม ที่เตรียมฯก็มีกิจกรรมให้ผมเลือกทำเยอะแยะ
******************** ********************
แล้ววันหนึ่งคำถามทั้งหมดที่ค้างคาในใจผมมานาน ก็ได้จบสิ้นลง2 ปีที่แล้ว ...
"ไหนลองตีความ เรื่องที่เพิ่งอ่านไปสิ" มิสวิดาว ครูภาษาอังกฤษถามขึ้นกลางห้องเรียน
ผมรู้สึกเหนื่อยใจกับคำถามนี้มาก เพราะทุกครั้งที่มันถูกถามขึ้น เสมือนกับว่าผมต้องค้นหาปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเรื่องที่ผมเพิ่งอ่านไป และทุกครั้งที่มันถูกถามขึ้น เพื่อนๆผมก็จะขุดเรื่องเล็กน้อยๆต่างๆที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง นำมาตีความซะใหญ่โต
ผมคิดยังไม่ทันจบ โจโคโมะ เพื่อนชาวอิตาเลียนก็ยกมือขึ้น "ในเรื่องพูดว่าถ้วย cereal (ซีเรียล) มี cereal สีอ่อน เข้ม น้ำตาลปนกันอยู่ สื่อถึงอเมริกาที่เต็มไปด้วยคนเชื้อชาติต่างๆ" โจโคโมะพูดขึ้น
หลังจากโจโคโมะพูดจบ คนอื่นๆก็ยกประเด็นอื่นๆขึ้นมาตีความต่อ คลาสภาษาอังกฤษของผมเป็นไปในรูปแบบนี้ตลอดทั้งเทอม เริ่มจากมิสวิดาวถามคำถาม และนักเรียนตอบ มิสวิดาวแทบจะไม่ได้สอนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ผมถอนหายใจ ... แล้วถ้าเกิดเด็กนักเรียนไม่พูดถึงสิ่งที่สำคัญๆของเรื่องหล่ะ ผมก็ไม่ได้เรียนสิ ผมคิดในใจ
"อ้า ทุกคนเลือกภาพถ่ายไป 1 ภาพ แล้วเขียน paper 4-6 หน้า อะไรก็ได้เกี่ยวกับรูปนั้นๆ" แอนเดรีย ครูสอนวิชา writing เกี่ยวกับ photography สั่งงานคลาส
"4-6 หน้าอาจฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเขียนตามความรู้สึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ครบจำนวนหน้าเอง" เธออธิบายเพิ่ม หลังจากเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของนักเรียนในคลาส
ผมถอนหายใจ ... ให้แต่เขียน paper จะให้ผมเรียนจากความคิดของตัวเองว่างั้นเถอะ ผมคิดในใจ
"ถ้าคนคนหนึ่ง ขอให้คนอีกคนหนึ่งฆ่าและตัดเนื้อไปกิน ฆาตรกรถือว่าผิดหรือเปล่า" เคโต้ เพื่อนผมถามขึ้น ตอนตีสองของคืนหนึ่ง มันเป็นคำถามจากคลาส Justice
หลังจากถกเถียงกันราวชั่วโมงหนึ่ง ผมก็ถามเขาว่า แล้วในคลาส อจ เค้าเห็นว่าอย่างไร
"คลาสเค้าแค่พูดถึงคำตอบจากมุมมองของคนกลุ่มต่างๆ และนักปรัชญาต่างๆ" เคโต้อธิบาย
"แล้ว อจ เค้าสนับสนุนฝ่ายไหนเป็นพิเศษหล่ะ" ผมถามต่อไป
"เค้าแค่อธิบายทุกมุมมองให้ฟัง แล้วให้เด็กเป็นคนเลือกเองว่าจะอยู่ฝ่ายไหน"
ผมถอนหายใจ ... แล้วอย่างนี้ก็เถึยงกันไม่จบไม่สิ้นสิ ผมคิดในใจ
"ไหนลองตีความ เรื่องที่เพิ่งอ่านไปสิ" มิสวิดาว ครูภาษาอังกฤษถามขึ้นกลางห้องเรียน
ผมรู้สึกเหนื่อยใจกับคำถามนี้มาก เพราะทุกครั้งที่มันถูกถามขึ้น เสมือนกับว่าผมต้องค้นหาปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเรื่องที่ผมเพิ่งอ่านไป และทุกครั้งที่มันถูกถามขึ้น เพื่อนๆผมก็จะขุดเรื่องเล็กน้อยๆต่างๆที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง นำมาตีความซะใหญ่โต
ผมคิดยังไม่ทันจบ โจโคโมะ เพื่อนชาวอิตาเลียนก็ยกมือขึ้น "ในเรื่องพูดว่าถ้วย cereal (ซีเรียล) มี cereal สีอ่อน เข้ม น้ำตาลปนกันอยู่ สื่อถึงอเมริกาที่เต็มไปด้วยคนเชื้อชาติต่างๆ" โจโคโมะพูดขึ้น
หลังจากโจโคโมะพูดจบ คนอื่นๆก็ยกประเด็นอื่นๆขึ้นมาตีความต่อ คลาสภาษาอังกฤษของผมเป็นไปในรูปแบบนี้ตลอดทั้งเทอม เริ่มจากมิสวิดาวถามคำถาม และนักเรียนตอบ มิสวิดาวแทบจะไม่ได้สอนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ผมถอนหายใจ ... แล้วถ้าเกิดเด็กนักเรียนไม่พูดถึงสิ่งที่สำคัญๆของเรื่องหล่ะ ผมก็ไม่ได้เรียนสิ ผมคิดในใจ
********************
1 ปีที่แล้ว"อ้า ทุกคนเลือกภาพถ่ายไป 1 ภาพ แล้วเขียน paper 4-6 หน้า อะไรก็ได้เกี่ยวกับรูปนั้นๆ" แอนเดรีย ครูสอนวิชา writing เกี่ยวกับ photography สั่งงานคลาส
"4-6 หน้าอาจฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเขียนตามความรู้สึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ครบจำนวนหน้าเอง" เธออธิบายเพิ่ม หลังจากเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของนักเรียนในคลาส
ผมถอนหายใจ ... ให้แต่เขียน paper จะให้ผมเรียนจากความคิดของตัวเองว่างั้นเถอะ ผมคิดในใจ
********************
6 เดือนที่แล้ว"ถ้าคนคนหนึ่ง ขอให้คนอีกคนหนึ่งฆ่าและตัดเนื้อไปกิน ฆาตรกรถือว่าผิดหรือเปล่า" เคโต้ เพื่อนผมถามขึ้น ตอนตีสองของคืนหนึ่ง มันเป็นคำถามจากคลาส Justice
หลังจากถกเถียงกันราวชั่วโมงหนึ่ง ผมก็ถามเขาว่า แล้วในคลาส อจ เค้าเห็นว่าอย่างไร
"คลาสเค้าแค่พูดถึงคำตอบจากมุมมองของคนกลุ่มต่างๆ และนักปรัชญาต่างๆ" เคโต้อธิบาย
"แล้ว อจ เค้าสนับสนุนฝ่ายไหนเป็นพิเศษหล่ะ" ผมถามต่อไป
"เค้าแค่อธิบายทุกมุมมองให้ฟัง แล้วให้เด็กเป็นคนเลือกเองว่าจะอยู่ฝ่ายไหน"
ผมถอนหายใจ ... แล้วอย่างนี้ก็เถึยงกันไม่จบไม่สิ้นสิ ผมคิดในใจ
******************** ********************
"เพชร คิดงัยกับละครเวทีที่เพิ่งจบไป" เควิน เพื่อนผมถามขึ้น หลังจากดูละครเวที
"อืม... เราดูไม่รู้เรื่องหวะ ไม่รู้ว่าเค้าพยายามจะสื่ออะไร ดูมันสามารถตีความได้หลายแบบเหลือเกิน ไม่รู้สรุปแล้วมันต้องการจะสื่อว่าอะไรกันแน่" ผมตอบไป ด้วยความซื่อตรง
"เฮ้อ... ก็ต้องคิดเอาเองสิ เรื่องพวกนี้มันอยู่ที่คนดู ว่าจะตีความว่างัย แต่ละคนย่อมมีความคิดไม่เหมือนกัน" เควินถอนหายใจ ก่อนจะตอบผม
หลังจากถูกหลอกด่า ผมก็ค้นพบความตอบ ให้กับคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจผมมานาน
ผมเคยคิดว่า ความรู้เป็น absolute ที่มีผิดถูกแน่ชัด มีขอบเขตแน่นอน พูดง่ายๆ ผมเคยคิดว่าหนังที่ดี ควรทำให้คนดูทุกคนคิดตรงกันตอนจบ
แต่ความรู้แท้จริงแล้วมันแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็น fact (ความจริงจากการสังเกต) และ opinion (ความคิดเห็น) แน่นอนว่าส่วน fact ย่อมเป็นส่วนที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่ส่วนต่อมา คนแต่ละคนมีประสบการณ์ต่างๆกันย่อมเห็นต่างกัน การศึกษาที่อเมริกา เค้าเน้น interpretation (การตีความ - แปลงความจริงที่เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนัง รูปถ่าย หรือละครเวทีให้กลายเป็นความคิดเห็น) และ discussion (การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นผลลัพธ์จาก interpretation) แต่เรื่องที่แปลกก็คือ ที่นี่ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันไม่เคยนำไปสู่การทะเลาะกัน เพราะทุกคนรู้และเข้าใจว่า fact เหมือนกันได้ แต่ opinion เหมือนกันยาก (ถ้าเหมือนแปลว่าแอบลอก) ทุกคนจึงเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
ที่นี่ ความแตกต่าง คือ สิ่งสวยงาม
ถ้าอยากได้คำตอบสั้นๆง่ายๆ ผมก็คงต้องตอบว่า
"มาเมกา ทำให้ทุกครั้งที่ผมเห็น cereal ในหนัง ในละคร ผมต้องกลับไปนอนคิดตีความ ค้นหาความหมายที่อยู่เบื้องหลัง cereal อยู่ทั้งคืน"



